
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้ประชุมหารือร่วมกับ นายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ณ ห้องประชุมกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับระบบประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นกลไกหลักในการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหารถขาดความคุ้มครองในระหว่างรอบปีภาษี

ในการประชุมดังกล่าว สำนักงาน คปภ. ได้เน้นย้ำแนวทางเชิงนโยบายในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัยรถภาคบังคับ โดยเสนอหลักการสำคัญให้ “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับอย่างต่อเนื่องตลอดปีภาษี” เพื่อให้การประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นหลักประกันความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยสำนักงาน คปภ. เตรียมกำหนดเงื่อนไขการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับให้มีความชัดเจน โดยสามารถยกเลิกได้เพียง 2 กรณี ได้แก่
1. กรณีการยกเลิกการใช้รถ ซึ่งเจ้าของรถต้องนำเอกสารหลักฐานการยกเลิกการใช้รถที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก มาแสดงต่อบริษัทประกันภัย และบริษัทประกันภัยต้องนำส่งข้อมูลการยกเลิกมายังสำนักงาน คปภ.
2. กรณีการเปลี่ยนบริษัทประกันภัยหรือมีกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับมากกว่าหนึ่งฉบับ โดยบริษัทประกันภัยต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ารถคันดังกล่าวมีกรมธรรม์ฉบับใหม่ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมตลอดปีภาษี หรืออย่างน้อยจนถึงสิ้นอายุการต่อภาษีในรอบถัดไป จึงจะสามารถยกเลิกกรมธรรม์เดิมได้

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก และสำนักงาน คปภ. ยังเห็นพ้องร่วมกันในการบูรณาการข้อมูลและกลไกการทำงาน โดยกรมการขนส่งทางบกจะสนับสนุนการตรวจสอบสถานะความคุ้มครองประกันภัยรถภาคบังคับของผู้ที่มาต่อภาษีรถ ว่ามีความคุ้มครองครอบคลุมตลอดอายุการต่อภาษีหรือไม่ ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ. จะกำกับดูแลให้กรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) มีผลบังคับและให้ความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องตลอดปีภาษี พร้อมเตรียมออกคำสั่งนายทะเบียนเพื่อกำหนดเงื่อนไขการยกเลิกกรมธรรม์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของประเทศไทย โดยมุ่งสู่การสร้างถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระยะยาว การเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันจะช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงลึก การกำหนดมาตรการเชิงป้องกัน และการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การลดอัตราการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นการยกระดับระบบประกันภัยรถภาคบังคับให้เป็น กลไกเชิงระบบ ในการคุ้มครองประชาชน ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การต่อภาษีรถ การบังคับใช้กรมธรรม์ การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการกำกับดูแล ไปจนถึงการคุ้มครองและเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถอย่างทันท่วงที ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัย อันเป็นรากฐานสำคัญของ การสร้างระบบคมนาคมและถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนของประเทศ ในอนาคต








